คงไม่ผิดอะไรนัก หากจะกล่าวว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนยุคสมัยนี้ ที่นิยมเสพความรื่นรมย์กันทุกเมื่อที่มีโอกาส และหนึ่งในความรื่นรมย์ที่ว่า คงหนีไม่พ้นการนั่งชิลล์ในร้านกาแฟที่หอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบด บวกกับเบเกอรี่หน้าตาดีที่ราคาแพงกว่าข้าวแกงข้างทางสามมื้อ พ่วงด้วยบทเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งหนาวไปตามอุณหภูมิแอร์เย็นฉ่ำ

และในฐานะที่, เชื่อเถอะ…ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ, เราอาจจะเป็นหนึ่งในแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้คนที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟได้ทั้งวี่ทั้งวัน เพียงเพราะแค่ชอบบรรยากาศ, ชอบกลิ่นและรสชาติของกาแฟ แต่ไม่ได้ปลาบปลื้ม “คาเฟอีน” ที่อาศัยอยู่ในมวลของเหลวอันได้ชื่อว่า “กาแฟ” นั่นเลยด้วยซ้ำ แม้ข้อเท็จจริงบางประการจะบอกเอาไว้ว่า การดื่มกาแฟจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้เรามี “สมาธิ” ในการทำงานดีขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ดีต่อร่างกาย หัวสมอง หรือหัวใจของเราเสมอไปหรอก โดยเฉพาะสำหรับ “ฉัน” หรือใครบางคนที่มีระบบภูมิต้านทานคาเฟอีนค่อนข้างต่ำ การดื่มกาแฟในตอนเย็นอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

 

เอาล่ะ หลังจากบรรทัดถัดไป ขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าทั้งหมดคือความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ และไม่ได้มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง “รสนิยมในการดื่มกาแฟ” ของคุณผู้อ่านท่านใดเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่อฉันได้มีโอกาสใช้ชีวิตเพื่อจิบความรื่นรมย์ในถ้วยกาแฟมาเป็นระยะเวลานานพอที่จะจับทางความต้องการของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ฉันค้นพบว่า…

กาแฟดำที่มีส่วนผสมหลักแค่น้ำร้อนอย่าง “อเมริกาโน่” (ที่รักษาสัญชาติกาแฟเอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่ามันจะเป็นต้นเหตุให้นึกอยากกรีดร้องตอนชั่งน้ำหนัก) คือกาแฟสูตรที่ฉันโปรดมากที่สุดและเป็นเมนูที่ฉันเลือกให้กับตัวเองเวลาที่ได้มีโอกาสเข้าร้านกาแฟในตอนเช้า แต่หลังจากบ่ายคล้อยไปแล้ว ฉันจะสั่ง “ลาเต้” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทั้งหมดไม่ใช่เพราะฉันเพิ่งจะตระหนักเอาได้เมื่อตอนเย็นย่ำว่าอยากเสริมแคลเซียมให้กระดูกหัวเข่าด้วยคุณประโยชน์ของ “นม” อันเป็นส่วนผสมหลักใน “ลาเต้” นั่นหรอก เพียงแต่ใครบางคนเคยบอก (และฉันก็ผสมโรงเชื่อตามด้วยอุปาทานอันแรงกล้า) ว่า “นม” จะช่วยลดทอนฤทธิ์เดชของ “คาเฟอีน” ที่จะทำให้ฉันต้องไปนอนตาค้างยามค่ำคืนได้ไม่มากก็น้อย และมันก็ต้องถือเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุด พอๆ กับทั้งที่รู้ว่า “กาแฟ” อาจจะทำให้ฉันนอนไม่หลับ แต่ฉันก็ตัดใจจากมันไปสั่ง “นมคาราเมล” หรือ “ช็อคโกแลตเฟรปเป้” แทนไม่ได้

 

“กาแฟ” กับ “ความรัก” ก็เหมือนกัน

การใช้ชีวิตในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเรื่องชวนเครียด ไหนจะปัญหาการเมือง ไหนจะปัญหาน้ำท่วม ไหนจะปัญหาเรื่องงานที่แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว พออยากจะหาที่พึ่งพิงทางใจให้ได้รู้สึกผ่อนคลายกับเขาบ้าง ก็ดันมาเจอปัญหาความรักยิ่งกว่าดราม่า คล้ายกับการที่ไม่ว่าเราจะพยายามดิ้นรนหาความสุขให้ชีวิตอันแสนวุ่นวายของตัวเราเองแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ต่างอะไรกับการสั่งกาแฟสักถ้วย โดยที่เราต้องทำใจยอมนอนหลับยากขึ้นอีกสักนิดด้วย

เหตุผลที่ฉันเลือก “ลาเต้” ให้ตัวเองตอนสี่โมงเย็น นั่นคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว แม้คำถามจะมีอยู่ว่า ในเมื่อ ณ ขณะนั้น ร่างกายของฉันไม่ได้ต้องการ “คาเฟอีน” มาเพื่อประโยชน์อันใด ทำไมจึงไม่สั่งเครื่องดื่มประเภทอื่นเล่า? คงเช่นเดียวกับความรักที่ทดแทนกันไม่ได้ด้วยความรู้สึกในรูปแบบอื่นนั่นแหละ

เราดื่ม “กาแฟ” เพราะมันคือ “กาแฟ”

เรามี “ความรัก” ก็เพราะมันคือ “ความรัก”

 

เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็น “กาแฟ” หรือ “ความรัก” ต่างล้วนแล้วแต่มีรส “ขม” และมีส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ได้ดีสำหรับเราเสมอไป เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว เราก็น่าจะยอมผ่อนปรนและยืดหยุ่นมากพอเพื่อที่จะให้ทุกอย่างมันเหมาะสมและลงตัวกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ บ้าง

ในความหมายอันแสนผิวเผินของ “ความรัก” อาจจะเต็มไปด้วยพันธะสัญญาที่ผูกมัดรัดรึงให้คนสองคนคาดหวังถึงการได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันและกัน และถึงแม้ว่ามันคือความสุขอันเป็นปัจเจกของความสัมพันธ์ฉันท์คู่รัก (ที่ความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นไม่อาจสร้างความวาบหวามรัญจวนใจขนาดนั้นได้) แต่ใครก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายครั้งมันก็คือ ‘คาเฟอีน’ ที่บีบหัวใจทำให้เราเป็นทุกข์ได้อยู่ไม่น้อย

ถ้าเพียงแต่ในบางคราว เรารู้จักเพิ่มอะไรบางอย่างลงไปเพื่อให้ “ความรัก” ไม่ต้องดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขของมันแค่เพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นความเป็นเพื่อน, การเว้นระยะห่าง, ความไว้เนื้อเชื่อใจ, การคาดหวังในระดับที่เราคาดหวังจากคนอื่นทั่วไป หรืออะไรต่อมิอะไรอีกมากมายหลายอย่าง มันก็คงไม่ได้เปลี่ยน “ความรัก” ให้กลายเป็นอย่างอื่น

เหมือนกับการที่เรายอมให้บาริสต้าใส่นมแทนน้ำร้อนลงไปในกาแฟดำแก้วโปรดของเราบ้าง แม้รสชาติของมันอาจจะไม่ขมเข้มคลาสสิคตามสไตล์ที่เราถวิลหา แต่มันก็จะยังคงเป็น “กาแฟ” อยู่วันยังค่ำ

จาก “อเมริกาโน่” ตอนเช้าถึง “ลาเต้” ตอนเย็น เลอะเทอะไปถึง “ความรัก” ที่ไม่รู้เกี่ยวกันได้ตอนไหน ฉันคงมีข้อสรุปให้กับตัวเองสั้นๆ ว่า ไหนๆ แค่การใช้ชีวิตก็ทำเอากว่าจะข่มตาหลับมันช่างยากเย็นเข็ญใจกันอยู่แล้ว พอหาความรื่นรมย์ให้กับตัวเองเจอทั้งที จะดันทุรังกับการยึดติดว่ากินกาแฟทั้งทีก็ต้องกาแฟดำ จะมีความรักก็ต้องรักเน้นๆ เพียงเพื่อให้ตัวเองต้องนอนตาค้างเติ่งยิ่งกว่าเดิมไปเพื่ออะไรกันล่ะ?

 

[ป.ล. บทความนี้อาจต้องถือเป็นข้อคิดเห็นที่เกิดขึ้นจาก “อุปาทาน” ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับจากการดื่มกาแฟ, ความเชื่อที่ว่า “นม” จะช่วยทำให้คาเฟอีนในกาแฟน้อยลง หรือแม้กระทั่งการตีความของคำว่า “ความรัก” แม้เราอาจจะไม่สามารถปล่อยวางสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากแต่ถ้ารู้จักใช้อุปาทานเป็นแรงบันดาลใจช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินต่อไปในแง่บวก จะด้วยอุปาทานอันใด ก็ช่างมันเถอะค่ะ]

 

****************************************

เกี่ยวกับผู้เขียน:

มาบุชี่ คือนามปากกาของนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาความรักวัยรุ่น ปัจจุบันมีบทความรวมเล่มเชิงจิตวิทยาประยุกต์สำหรับวัยรุ่นและยังเป็นนักวาดภาพประกอบให้กับหนังสือของตัวเองด้วย

Photo : http://www.cm2click.com/?p=1745

 

 

Comments are closed.